img 1961

วิวัฒนาการมนุษย์ที่คุณอาจยังไม่เคยทราบ

วิวัฒนาการของมนุษย์ไม่ได้เป็นเส้นตรงที่ราบเรียบอย่างที่เราคิด แต่เต็มไปด้วยการหักมุม ร่องรอยอารยธรรมทางชีววิทยาที่น่าทึ่ง และความจริงที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน หากเราเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดเชิงโครงสร้างและพฤติกรรม จะพบข้อมูลที่น่าอัศจรรย์ดังนี้


การอยู่ร่วมกันของมนุษย์หลากสายพันธุ์ในเวลาเดียวกัน

ในอดีตโลกของเราไม่ได้มีแค่พวกเรา Homo sapiens เพียงกลุ่มเดียว แต่เคยเป็นบ้านของมนุษย์สายพันธุ์อื่นที่ใช้ชีวิตร่วมสมัยร่วมยุคกันอย่างคึกคัก มนุษย์เนแอนเดอร์ทัลอาศัยอยู่ในแถบยุโรปและเอเชียตะวันตก พวกเขามีโครงสร้างร่างกายที่ล่ำสัน แข็งแกร่ง อกถังเบียร์ และมีขนาดสมองที่ใหญ่กว่าพวกเราเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีมนุษย์เดนิโซวานซึ่งเป็นประชากรลึกลับในแถบเอเชียและไซบีเรีย ความน่าทึ่งคือพวกเราเคยมีปฏิสัมพันธ์และผสมข้ามสายพันธุ์กัน จนทำให้ดีเอ็นเอของมนุษย์ยุคปัจจุบันในบางพื้นที่ยังมีร่องรอยของพวกเขาอยู่ เช่น ชาวทิเบตที่ได้รับยีนพิเศษ EPAS1 จากมนุษย์เดนิโซวาน ทำให้ร่างกายสามารถลำเลียงออกซิเจนในสภาวะที่สูงและมีอากาศเบาบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือชาวเมลานีเซียที่มีสัดส่วนดีเอ็นเอของเดนิโซวานสูงถึงประมาณ 4-6% ยิ่งไปกว่านั้นในพื้นที่เกาะอันห่างไกล

.

อย่างเกาะฟลอเรสในอินโดนีเซีย ก็เคยมีมนุษย์ตัวจิ๋วที่เรียกว่า Homo floresiensis ซึ่งมีความสูงเพียงประมาณ 1 เมตรและมีสมองขนาดเท่าลูกเกรปฟรุต อาศัยอยู่จนถึงเมื่อประมาณไม่กี่หมื่นปีที่ผ่านมา การค้นพบเหล่านี้พิสูจน์ว่ามนุษย์เราไม่ได้เป็นยอดพ้นของวิวัฒนาการเดี่ยวๆ แต่เราคือผู้รอดชีวิตสายพันธุ์สุดท้ายจากต้นไม้ตระกูลโฮมินินที่เคยแตกกิ่งก้านสาขาอย่างหนาแน่น


สภาวะคอขวดทางพันธุกรรมที่เกือบทำให้สูญพันธุ์

เมื่อประมาณ 70,000 ปีที่แล้ว มนุษย์ Homo sapiens เกือบจะอันตรธานหายไปจากโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิโลกดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งตั้งสมมติฐานว่าเกิดจากการระเบิดของซูเปอร์ภูเขาไฟโทบาบนเกาะสุมาตรา การระเบิดครั้งนั้นรุนแรงจนส่งขี้เถ้าและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขึ้นไปบดบังแสงอาทิตย์ในชั้นบรรยากาศยาวนานหลายปี เกิดเป็นฤดูหนาวภูเขาไฟที่ทำให้พืชพรรณล้มตายและอาหารขาดแคลนอย่างหนัก เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ประชากรมนุษย์ทั่วโลกยุบฮวบลงจนเหลือผู้ที่พร้อมสืบพันธุ์อยู่เพียงประมาณ 1,000 ถึง 10,000 คนเท่านั้น กลุ่มคนจำนวนน้อยนิดนี้ต้องเผชิญความกดดันอย่างสาหัสในการเอาชีวิตรอด ผลกระทบที่ตามมาจนถึงทุกวันนี้คือ มนุษย์ปัจจุบันทุกคนบนโลกไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือมาจากทวีปไหน ต่างก็สืบเชื้อสายมาจากประชากรกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวนั้น ทำให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมของมนุษย์ทั้งโลกมีต่ำมาก ต่ำกว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของลิงชิมแปนซีป่าที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาเพียงฝูงเดียวเสียด้วยซ้ำ


img 1971

ภาพ The Walt Disney Company


ความไม่เข้ากันทางวิวัฒนาการกับโลกยุคใหม่

ร่างกายของมนุษย์เราถูกออกแบบและปรับแต่งผ่านกระบวนการคัดเลือกทางธรรมชาติที่กินเวลานับแสนนับล้านปี เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นนักล่าและคนเก็บของป่าที่ต้องเดินวันละหลายกิโลเมตรและเผชิญกับความอดอยากอยู่เสมอ แต่ทว่าโลกของเรากลับเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมอย่างก้าวกระโดดในเวลาเพียงไม่กี่ร้อยปี ทำให้เกิดภาวะความไม่เข้ากันทางวิวัฒนาการอย่างรุนแรง ในอดีตสารอาหารประเภทน้ำตาล ไขมัน และเกลือ เป็นของที่หาได้ยากมากและจำเป็นต่อการสะสมพลังงานเพื่อประทังชีวิตในยามขาดแคลน วิวัฒนาการจึงสร้างกลไกสมองให้หลั่งสารโดปามีนเพื่อมอบความสุขอย่างล้นหลามทุกครั้งที่เราได้กินของเหล่านี้ เพื่อกระตุ้นให้เรากินเข้าไปให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อตัดภาพมาในยุคปัจจุบันที่อาหารแคลอรีสูงเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส สมองของเราก็ยังคงทำหน้าที่เหมือนเดิมคือสั่งให้เรากินเก็บสะสมเอาไว้ กลไกที่เคยช่วยให้บรรพบุรุษรอดชีวิตจากความอดอยาก จึงกลายมาเป็นอาวุธร้ายที่ย้อนกลับมาทำลายสุขภาพของเราในรูปแบบของโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ


ร่องรอยประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ในร่างกาย

หากพิจารณาร่างกายของมนุษย์อย่างละเอียด เราจะพบชิ้นส่วนและกลไกที่เคยมีประโยชน์ในอดีตแต่ปัจจุบันหมดความจำเป็นไปแล้วซ่อนอยู่มากมาย อาการขนลุกเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยม กล้ามเนื้อขนาดเล็กที่โคนขนจะหดตัวเมื่อเราเผชิญกับความหนาวเย็นหรือความกลัว ในยุคที่บรรพบุรุษของเรายังมีขนดกหนาคลุมตัว การขนลุกจะช่วยกักเก็บชั้นอากาศอุ่นไว้ใกล้ผิวหนังเพื่อสร้างความอบอุ่น และในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรู การพองขนจะทำให้ร่างกายดูมีขนาดใหญ่โตและน่าเกรงขามขึ้น เหมือนกับที่กลไกนี้ยังทำงานอยู่ในแมวหรือสุนัขในปัจจุบัน แต่เมื่อเราวิวัฒนาการจนขนบางลง กลไกนี้จึงเหลือเพียงปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ที่ไม่ได้ช่วยเรื่องอุณหภูมิหรือการขู่ศัตรูอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีฟันคุดซึ่งเคยจำเป็นสำหรับบรรพบุรุษที่ต้องบดเคี้ยวอาหารดิบ เนื้อสัตว์เหนียวๆ และพืชรากไม้ที่มีกากใยสูง ทำให้พวกเขาต้องมีขากรรไกรที่กว้างและแข็งแรงมาก แต่เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการใช้ไฟปรุงอาหารให้อ่อนนุ่มลง ขากรรไกรของเราก็ค่อยๆ หดเล็กลงตามวิวัฒนาการ ทว่ายีนที่กำหนดการสร้างฟันกรามซี่ที่สามหรือฟันคุดยังคงอยู่ ทำให้มันไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะงอกออกมาได้อย่างปกติและกลายเป็นปัญหาสุขภาพในปัจจุบันรวมถึงเอ็นกล้ามเนื้อข้อมือยาวที่เรียกว่า Palmaris longus ซึ่งถ้าเราหงายมือแล้วเอาข้อมือชนกันจะเห็นเอ็นนี้ปูดขึ้นมาเด่นชัด บรรพบุรุษของเราใช้กล้ามเนื้อมัดนี้ในการโหนต้นไม้ แต่ในปัจจุบันมนุษย์ประมาณ 14% ทั่วโลกไม่มีกล้ามเนื้อมัดนี้แล้ว โดยที่การใช้ชีวิตและการออกกำลังกายยังคงเป็นปกติทุกประการ


วิวัฒนาการที่กำลังดำเนินไปอย่างเร่งสปีด

มีความเข้าใจผิดอย่างกว้างขวางว่าเมื่อมนุษย์มีระบบสาธารณสุข มีการแพทย์ และเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกแล้ว วิวัฒนาการของมนุษย์จะหยุดลง แต่ในความเป็นจริง แรงกดดันทางวิวัฒนาการยังคงทำงานอยู่ และในบางแง่มุมมันกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิมด้วยซ้ำ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือความสามารถในการย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมตอนเป็นผู้ใหญ่ โดยปรกติแล้วสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมถึงมนุษย์ยุคโบราณจะผลิตเอนไซม์แลคเตสเฉพาะในวัยทารกเพื่อย่อยนมแม่ พอเติบโตขึ้นยีนนี้จะถูกปิดทำงานไปโดยธรรมชาติ แต่เมื่อประมาณ 10,000 ปีที่แล้วมนุษย์ในบางภูมิภาคเริ่มทำปศุสัตว์และดื่มนมสัตว์ เกิดการกลายพันธุ์ของยีนที่ช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตเอนไซม์นี้ได้ตลอดชีวิต ยีนกลายพันธุ์นี้สร้างข้อได้เปรียบอย่างมากในการเข้าถึงแหล่งสารอาหารจนแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในประชากรแถบยุโรปและแอฟริกาบางส่วน หรือในแง่ของโครงสร้างกายวิภาค นักกายวิภาคศาสตร์พบว่ามนุษย์ในปัจจุบันกำลังมีเส้นเลือดแดงที่สามในท่อนแขนที่เรียกว่า Median artery เพิ่มมากขึ้น เส้นเลือดนี้เป็นเส้นเลือดหลักที่เลี้ยงมือของเราตั้งแต่ตอนเป็นตัวอ่อนในครรภ์มารดา ซึ่งตามปรกติมันจะฝ่อหายไปเองแล้วถูกทดแทนด้วยเส้นเลือดเส้นอื่นหลังจากที่เราคลอดออกมา แต่จากการตรวจสอบพบว่า คนที่เกิดในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีเส้นเลือดนี้หลงเหลืออยู่จนโตเพียงแค่ 10% ในขณะที่คนที่เกิดในปลายศตวรรษที่ 20 กลับพบเส้นเลือดนี้สูงถึง 30% และนักวิจัยคาดการณ์ว่าหากอัตราการเพิ่มขึ้นยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป มนุษย์เกือบทุกคนที่เกิดในอนาคตจะมีเส้นเลือดเส้นที่สามนี้เป็นเรื่องปรกติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าร่างกายของเรากำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างเงียบๆ อยู่ตลอดเวลา


เรียบเรียง Chertisha Monhai