Ulviolence

อัลบั้ม Ultraviolence ไม่ได้ใช้การอัดเสียงแบบอัลบั้มปกติทั่วไป แต่ใช้วิธีที่ดิบกว่านั้น!

เรื่องนี้เป็นความจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และมันเป็นหนึ่งในเบื้องหลังที่คลาสสิกและน่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีป๊อปยุคโมเดิร์นเลยก็ว่าได้ กระบวนการอัดเสียงที่ใช้เทคนิค “Live Recording” ร่วมกับวงดนตรีแบบสด ๆ ของอัลบั้ม Ultraviolence (วางจำหน่ายในปี 2014) มีรายละเอียดเชิงลึกและเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก


เดิมทีลาน่าได้ทำอัลบั้ม Ultraviolence จนเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วรอบหนึ่งในเวอร์ชันเดโมที่มีความขรึมและเป็นแนวโฟล์กมากกว่านี้ แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเธอได้พบกับ Dan Auerbach (นักร้องนำและมือกีตาร์ของวงร็อกชื่อดัง The Black Keys) ที่คลับเปลื้องผ้าแห่งหนึ่งในควีนส์ นิวยอร์ก ทั้งคู่คุยกันถูกคอมาก แดนจึงชวนลาน่าขึ้นไปที่เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี เพื่อลองทำอะไรสนุก ๆ กันที่สตูดิโอส่วนตัวของเขาที่ชื่อ Easy Eye Sound สตูดิโอนี้ขึ้นชื่อเรื่องความวินเทจและการอัดเสียงแบบอนาล็อกดั้งเดิม จากกำหนดการเดิมที่จะอยู่ทำงานร่วมกันเพียงแค่ 3 วัน ลาน่ากลับตัดสินใจเช่าฟาร์มอยู่ที่นั่นยาวนานถึง 6 สัปดาห์ เพื่อรื้อและอัดเพลงในอัลบั้มใหม่เกือบทั้งหมดร่วมกับแดน


สิ่งที่ทำให้กระบวนการนี้พิเศษมาก ๆ คือ แดน เอาเออร์บัค ได้รวบรวมนักดนตรีแบ็กกิงแบนด์ฝีมือฉกาจจำนวน 7 คน มารวมตัวกันในห้องอัดดึงเอาไวบ์แบบดนตรีไซเคเดลิกร็อกและบลูส์ร็อกยุค 70s มาใช้ นักดนตรีทั้งหมดจะนั่งล้อมวงกันเป็นวงกลมในห้องโถงอัดเสียง โดยไม่ได้แยกอัดเครื่องดนตรีทีละชิ้นเหมือนเพลงป๊อปสมัยใหม่ (ซึ่งปกติมักจะอัดกลองก่อน แล้วค่อยอัดเบส กิตาร์ และคีย์บอร์ดแยกแทร็กกัน) แต่สำหรับ Ultraviolence พวกเขาใช้วิธี “นับหนึ่ง สอง สาม สี่” แล้วเริ่มบรรเลงดนตรีพร้อมกันทุกชิ้นในวินาทีนั้นเลย


ในส่วนของเสียงร้อง ลาน่าไม่ได้เข้าไปยืนหลบอยู่หลังตู้กระจกในห้องอัดเสียงร้องแคบ ๆ (Vocal Booth) เหมือนศิลปินทั่วไป แต่เธอเลือกที่จะถือไมโครโฟนแบบ Handheld (ไมค์แบบถือร้องสดทั่วไป ไม่ใช่ไมค์สตูดิโอขนาดใหญ่ที่ต้องตั้งบนขาตั้ง) แล้วลงไปยืนหรือนั่งอยู่บริเวณกึ่งกลางและรอบ ๆ วงดนตรีนั้นเลย แดน เอาเออร์บัค เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Rolling Stone ด้วยความทึ่งว่า เพลงในอัลบั้มนี้กว่า 90% เป็นเสียงร้องที่อัดสดพร้อมกับวงดนตรีในเทคเดียว ลาน่าจะเดินไปเดินมา ปล่อยอารมณ์ไปตามเสียงดนตรีสดที่กระแทกเข้ามารอบตัวเธอ ดนตรีจะช้าลงหรือเร็วขึ้นตามการเอื้อนและลมหายใจของลาน่าในขณะนั้น ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไมเพลงอย่าง ‘West Coast’ ถึงมีท่อนฮุกที่ดึงจังหวะช้าลงได้อย่างเป็นธรรมชาติและทรงพลังมาก เพราะมันเกิดจากการที่มนุษย์ในห้องนั้นสบตากันแล้วเปลี่ยนจังหวะไปพร้อม ๆ กัน


การอัดเสียงในลักษณะนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Bleeding หรือการที่เสียงจากเครื่องดนตรีชิ้นอื่น ๆ เช่น เสียงกลอง หรือเสียงฉาบ แอบเล็ดลอดเข้าไปในไมโครโฟนร้องของลาน่า ซึ่งในมาตรฐานการทำเพลงป๊อปยุคปัจจุบัน ถือเป็น “ข้อผิดพลาด” และโปรดิวเซอร์ส่วนใหญ่จะพยายามลบทิ้งหรืออัดใหม่ แต่ลาน่าและแดนกลับเลือกที่จะเก็บความสมบูรณ์แบบที่บกพร่องเหล่านั้นไว้ เพราะมันให้ความรู้สึกที่ดิบ เรียล และมีจิตวิญญาณ ในบางเพลงเช่น West Coast ถ้านั่งฟังดี ๆ เราจะได้ยินแม้กระทั่งเสียงลาน่าถอนหายใจ เสียงไมค์ขยับ หรือเสียงตรวจเช็กไมค์ของเธอหลุดรอดมาด้วยซ้ำ นอกจากนี้ในเพลง Pretty When You Cry ลาน่าถึงขั้นอัดเสียงร้องเพียงรอบเดียวในฐานะไกด์เดโม แต่เธอปฏิเสธที่จะอัดใหม่เพราะเธอชอบอารมณ์ความเศร้าที่เกิดขึ้นในเทคนั้นที่สุดแล้ว


ในส่วนของเพลง The Other Woman เป็นเพลงทิ้งท้ายในเวอร์ชันมาตรฐานของอัลบั้ม Ultraviolence ซึ่งเบื้องหลังการบันทึกเสียงของเพลงนี้มีความพิเศษ ทรงพลัง และมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่น่าทึ่งมาก ซึ่งเป็นเพลงคัฟเวอร์แนวแจ๊ส/โซลสุดคลาสสิกของ Nina Simone (วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1959) ถูกนำมาอัดเสียงในช่วงท้าย ๆ ของการทำเซสชันสตูดิโอที่แนชวิลล์ หลังจากที่ลาน่าและแดน เอาเออร์บัค ได้รื้อและทำเพลงออริจินอลของลาน่าไปเกือบจะครบทั้งอัลบั้มแล้ว พวกเขาต้องการเพลงที่จะมาเติมเต็มและปิดสเตจของอัลบั้มนี้ให้สมบูรณ์แบบที่สุด ลาน่าเลือกเพลงนี้เพราะเธอมีความผูกพันกับบทเพลงยุคเก่า และเนื้อหาของเพลงที่พูดถึง “ผู้หญิงอีกคน” ที่เพียบพร้อม สวยงาม แต่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและลงท้ายด้วยความร้องไห้นั้น มันช่างเข้ากับมู้ดความหม่นหมองในแบบเนียร์-นัวร์ (Noir) ของอัลบั้ม Ultraviolence ได้อย่างไม่มีที่ติ

.

แดน เอาเออร์บัค เล่าว่าในวันนั้น บรรยากาศในสตูดิโอ Easy Eye Sound ค่อนข้างเงียบขรึมและเต็มไปด้วยสมาธิ นักดนตรีแบ็กกิงแบนด์ทั้ง 7 คนยังคงนั่งล้อมวงกลมเหมือนเช่นเคย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการเซ็ตเสียงดนตรี แดนเลือกที่จะถอดเอาความหนักหน่วงของกีตาร์ไซเคเดลิกร็อกแบบเพลงอื่น ๆ ออก แล้วใส่เสียงเซกโซโฟนที่โหยหวน คลอไปกับเสียงริฟฟ์กีตาร์วินเทจที่นุ่มนวลและเสียงกลองที่แผ่วเบา เพื่อให้เกียรติโครงสร้างดนตรีแจ๊สดั้งเดิม เมื่อดนตรีเริ่มบรรเลง ลาน่ายืนอยู่ตรงกลางวงและร้องเพลงนี้ออกมาด้วยความรู้สึกที่ดำดิ่งที่สุด เธอไม่ได้แค่อยากจะร้องคัฟเวอร์ให้เหมือนต้นฉบับ แต่เธอ “สวมวิญญาณ” เป็นผู้หญิงในเพลงนั้นจริง ๆ เสียงร้องของเธอในเพลงนี้มีความสั่นเครือ มีการหลบเสียงต่ำขั้นสุด และการลากเสียงสูงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทีมงานในห้องอัดเปิดเผยว่านี่เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ใช้วิธีอัดแบบ Live ครั้งเดียวเกือบจะสมบูรณ์แบบ อารมณ์ของลาน่าพุ่งสูงมากจนทุกคนในห้องอัดรู้สึกขนลุกไปตาม ๆ กัน

.

สิ่งที่เป็นตำนานที่สุดและเกิดขึ้นเฉพาะในเซสชันท้าย ๆ นี้คือ “การดีไซน์เสียงคอรัสช่วงท้ายเพลง” หากคุณลองฟังเพลงนี้ดี ๆ ในช่วงนาทีสุดท้าย หลังจากที่ลาน่าร้องประโยคที่ว่า “…and as the years go by, the other woman will spend her life alone” ดนตรีจะเริ่มเบาลงและเปลี่ยนเป็นบรรยากาศที่เวิ้งว้าง จากนั้นลาน่าได้อัดเสียงคอรัสซ้อนของตัวเองขึ้นมา โดยเป็นการส่งเสียงคร่ำครวญและเอื้อนทำนองแจ๊สที่โหยหวนคล้ายเสียงไซเรนหรือเสียงวิญญาณ แดน เอาเออร์บัค ประทับใจกับการดีไซน์เสียงช่วงท้ายนี้มาก เพราะมันทำให้เพลงคัฟเวอร์ธรรมดา ๆ กลายเป็นงานศิลปะที่หลอนและหดหู่ในแบบของ Lana Del Rey โดยเฉพาะ เสียงร้องของเธอถูกฉาบด้วยเอฟเฟกต์รีเวิร์บ (Reverb) ที่หนาแน่น ทำให้รู้สึกเหมือนเสียงนั้นดังมาจากห้องโถงที่ว่างเปล่า ยืนยันถึงความโดโดเดี่ยวของผู้หญิงอีกคนได้อย่างทรงพลัง


พอกระบวนการอัดเสียงที่แปลกประหลาดนี้เสร็จสิ้นลง ค่ายเพลง (Interscope Records) ถึงกับช็อกและเกือบจะไม่ยอมปล่อยอัลบั้มนี้ออกสู่ตลาด ทางค่ายมองว่างานเพลงมันดิบเกินไป ดนตรีมีเสียงกีตาร์ที่พร่ามัว แถมเสียงร้องของลาน่าก็จมหายไปกับบรรยากาศดนตรี ไม่ใสเคลียร์เหมือนอัลบั้ม Born to Die ค่ายเพลงถึงขั้นขู่ว่าจะไม่ให้งบประมาณเพิ่ม และบังคับให้ลาน่าไปพบกับโปรดิวเซอร์ที่ทำเพลงให้ Adele เพื่อแก้เพลงใหม่ แต่ลาน่ายืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะไม่เปลี่ยนอะไรทั้งนั้น สุดท้ายเมื่ออัลบั้มนี้ปล่อยออกมา มันกลับกลายเป็นอัลบั้มที่เปิดตัวอันดับ 1 บนบิลบอร์ดชาร์ต และแดนได้สรุปทิ้งท้ายไว้อย่างน่าประทับใจว่า “ไม่มีอัลบั้มเพลงป๊อปอันดับ 1 อัลบั้มไหนในรอบ 40-50 ปีที่ผ่านมา ที่ใช้วิธีการอัดสดแบบล้อมวงโง่ ๆ ด้วยไมค์ตัวเดียวแบบนี้อีกแล้ว ลาน่าได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเสียงวิจารณ์ทักษะการร้องของเธอมันผิดทั้งหมด”


เรียบเรียง: Chertisha Monhai

ภาพ: Lana Del Rey