.
ในสายตาของชาวตะวันตก (โดยเฉพาะชาวยุโรป) ในยุคก่อนที่สยามจะมีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ในช่วงรัชกาลที่ 4 และ 5 มุมมองที่มีต่อสยามมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังนี้
ดินแดนแห่งความมั่งคั่งและแปลกประหลาด (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17)
ในยุคอยุธยา ชาวตะวันตกอย่างชาวฝรั่งเศสหรือฮอลันดา มองสยามว่าเป็น “อาณาจักรที่ร่ำรวยและมีอำนาจ” ในตะวันออก มีความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและมีทรัพยากรมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็มีความ “ประหลาด” ในสายตาเขา เช่น พิธีกรรมที่ซับซ้อน หรือการหมอบคลาน ซึ่งยุคนั้นเขายังไม่ได้มองว่าเรา “เถื่อน” ในเชิงลบมากนัก แต่เค้าโครงของความไม่เข้าใจเริ่มก่อตัวขึ้น
ยุคอาณานิคมกับวาทกรรม บ้านป่าเมืองเถื่อน (คริสต์ศตวรรษที่ 19)
คำว่า “บ้านป่าเมืองเถื่อน” (Uncivilized) กลายเป็นคำนิยามหลักในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อยุโรปเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมและลัทธิจักรวรรดินิยม มุมมองที่มีต่อสยามจึงเปลี่ยนไปเป็นดังนี้
.
ความล้าหลังทางเทคโนโลยี เมื่อยุโรปมีรถไฟ มีปืนกล และมีโรงงาน แต่สยามยังใช้ช้างในการเดินทางและเกษตรกรรมกรรมวิธีเดิมๆ เขาจึงจัดกลุ่มเราว่าเป็นประเทศที่ “ยังไม่พัฒนา”
.
จารีตประเพณีและกฎหมาย ฝรั่งมองว่ากฎหมายสยามในตอนนั้น (เช่น กฎหมายตราสามดวง) มีบทลงโทษที่รุนแรงและดูโหดร้ายในสายตาเขา รวมถึงระบบทาสและไพร่ ซึ่งขัดกับแนวคิด “เสรีภาพ” ที่กำลังเฟื่องฟูในยุโรป
.
ศาสนาและความเชื่อ การนับถือผีหรือความเชื่อในเรื่องลี้ลับถูกมองว่าเป็นความ “งมงาย” (Superstitious) ซึ่งเป็นเครื่องหมายสำคัญที่เขาใช้ตัดสินความเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

ภาพ หนังสือวัดภูมินทร์และวัดหนองบัว สำนักพิมพ์เมืองโบราณ
“มาตรฐานแห่งความเจริญ” (Standard of Civilization)
สิ่งที่น่าสนใจคือ ชาวตะวันตกไม่ได้ใช้แค่ความรวยมาวัด แต่ใช้สิ่งที่เรียกว่า “Standard of Civilization” ซึ่งประกอบด้วย การมีกฎหมายที่ระบบสากลยอมรับ การจัดการปกครองแบบรวมศูนย์ การยอมรับวิถีปฏิบัติแบบตะวันตก (เช่น การแต่งกาย การนั่งโต๊ะทานข้าว) ในยุคนั้น หากประเทศไหนไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ชาวตะวันตกจะถือว่ามีสิทธิที่จะเข้า “จัดการ” หรือยึดครองเพื่อนำความเจริญเข้าไปให้ ซึ่งเป็นข้ออ้างหลักในการล่าอาณานิคมนั่นเอง
สยามในยุคนั้นรู้ตัวดีว่าถูกมองอย่างไร จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่พยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ “บ้านป่าเมืองเถื่อน” ให้กลายเป็น “ศิวิไลซ์” เช่น การเลิกทาส การปฏิรูประบบศาล และการส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อในยุโรป เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าสยามมีศักดิ์ศรีและมีความเป็นสากลทัดเทียมกับชาติตะวันตก
สำหรับการเปลี่ยนผ่านของสยามจากการถูกมองว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนสู่การยอมรับในระดับสากลนั้น จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และมาเข้มข้นที่สุดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งถือเป็นยุคแห่งการปฏิรูปประเทศในทุกด้านเพื่อให้ทัดเทียมกับมหาอำนาจตะวันตก ผู้นำในยุคนั้นต้องใช้กุศโลบายทางการทูตที่ชาญฉลาดควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมอย่างถอนรากถอนโคน ทั้งการประกาศเลิกทาสเพื่อแสดงความเป็นอารยะ การปฏิรูประบบกฎหมายและศาลให้เป็นสากลเพื่อดึงอำนาจอธิปไตยกลับคืนมา รวมถึงการรับเอาเทคโนโลยีอย่างรถไฟ โทรเลข และไฟฟ้าเข้ามา เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเมืองให้มีความทันสมัยในสายตาของชาวโลก นอกจากนี้ยังมีการเสด็จประพาสยุโรปเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีกับกษัตริย์ในราชวงศ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่ากษัตริย์สยามทรงมีวิสัยทัศน์และมารยาททางสังคมที่สง่างามไม่ต่างจากผู้นำชาติตะวันตกเลย
บทบาทของสตรีสูงศักดิ์ในการบริหารและสร้างภาพลักษณ์สากลในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) นั้น อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยบริหารบ้านเมืองและทำให้ต่างชาติยอมรับในศักยภาพของสตรีไทยคือ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 5) หรือที่รู้จักกันในพระนาม สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ซึ่งพระองค์ทรงสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะ “ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ในช่วงที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2440
ในยุคที่การเมืองระหว่างประเทศตึงเครียด การที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถือเป็นเครื่องยืนยันความล้ำสมัยของสยามในตอนนั้นว่าสตรีไทยมีความสามารถทัดเทียมสากล พระองค์ทรงลงพระนามาภิไธยในเอกราชสำคัญและดูแลความเรียบร้อยของบ้านเมืองอย่างเฉลียวฉลาด จนทำให้พระเจ้าแผ่นดินและผู้นำในยุโรปต่างทึ่งในความสามารถและบทบาทของพระองค์ ซึ่งภาพลักษณ์นี้ช่วยทำลายกำแพงความเชื่อเดิมๆ ของชาวตะวันตกที่มองว่าสตรีในตะวันออกไม่มีสิทธิมีเสียงหรือขาดการศึกษา
.

ภาพ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (ประเทศไทย)
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงเป็นผู้นำในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชาติให้ก้าวหน้าตามแบบตะวันตก โดยทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาของกุลสตรีและการสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ทรงจัดตั้งโรงเรียนสุนันทาลัยและโรงเรียนราชินี รวมถึงทรงเป็นองค์อุปถัมภิกาให้ก่อตั้ง “สภาอุณาโลมแดง” ซึ่งปัจจุบันคือสภากาชาดไทย เพื่อดูแลผู้เจ็บป่วยและบาดเจ็บจากการสงคราม การส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวต่างชาติเห็นว่าสยามมีระบบการดูแลสวัสดิภาพของประชาชนที่ทันสมัย มีมนุษยธรรม และมีความเมตตาตามหลักสากล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์ บ้านป่าเมืองเถื่อน เลือนหายไป และแทนที่ด้วยภาพของประเทศที่มีอารยธรรมและความเห็นอกเห็นใจ
หากขยับมาในยุคหลังเพื่อดูความต่อเนื่องของการทำให้ชาวต่างชาติชื่นชมและยอมรับในความเป็นไทยอย่างลึกซึ้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเผยแพร่ Soft Power ของไทยไปสู่ระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการหลายสิบประเทศร่วมกับรัชกาลที่ 9 ทรงใช้ฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไทยในรูปแบบที่สากลยอมรับแต่ยังคงเอกลักษณ์ความประณีตของช่างฝีมือไทยไว้อย่างครบถ้วน ทรงเป็นทูตทางวัฒนธรรมที่ทำให้ทั่วโลกได้เห็นว่า ความเป็นไทยนั้นมีความหรูหรา มีระดับ และเปี่ยมไปด้วยอารยธรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยครั้งหนึ่งพระองค์ได้มีพระราชดำรัสกับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา (ในขณะนั้นคือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์) ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทยว่า
คนไทยมีจิตวิญญาณความเป็นศิลปินในตัว ต่อให้เขาเป็นชาวไร่ ชาวนา แต่เมื่อได้รับการฝึกฝน เขาก็สามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างสวยงาม

ภาพ สำนักพระราชวัง
หัวใจสำคัญที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทำเพื่อให้ชาวต่างชาติยอมรับไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามภายนอก แต่เพื่อการยกระดับภูมิปัญญาชาวบ้านให้กลายเป็นงานศิลปะชั้นสูงผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงส่งเสริมให้ชาวไร่ชาวนาผลิตงานฝีมือที่มีคุณภาพระดับโลก ทั้งผ้าไหมมัดหมี่ งานถมทอง และเครื่องจักสานต่าง ๆ แล้วนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการทั่วโลก สิ่งนี้ช่วยเปลี่ยนมุมมองของชาวตะวันตกที่มีต่อคนไทยในชนบท จากที่เคยถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ขาดโอกาส กลายเป็นกลุ่มคนที่มีทักษะฝีมืออันน่าอัศจรรย์และมีวัฒนธรรมที่จับต้องได้จริง การกระทำของพระองค์เป็นการสานต่อภารกิจจากยุคก่อนในการพิสูจน์ว่า ประเทศสยามหรือประเทศไทยนั้นไม่ได้มีดีแค่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังมีต้นทุนทางปัญญาและความประณีตที่ต้องให้ความเคารพและยกย่องอย่างเต็มภาคภูมิ
.

ไม่ทราบที่มาของภาพ
หนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าที่สุดคือการที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้ออกแบบ “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” ขึ้นมาเพื่อให้สตรีไทยมีชุดประจำชาติที่สง่างามและเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งในปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงสืบสานพระราชปณิธานนั้นด้วยการนำชุดไทยทั้ง 8 แบบมาประยุกต์และตีความใหม่ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ ทรงดึงเสน่ห์ของผ้าไทยมาผสมผสานกับดีไซน์ที่ทันสมัยจนกลายเป็นกระแสไวรัลในโลกโซเชียล ทำให้คนรุ่นใหม่หันมาภาคภูมิใจในการสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน สิ่งนี้ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยจากสิ่งที่ดูเอื้อมถึงยาก ให้กลายเป็นความเท่ ความเก๋ และความทันสมัยที่ทั่วโลกต้องจับตามอง เป็นการพิสูจน์ว่าประเทศไทยมีอารยธรรมที่รุ่งเรืองและงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่งเลย
.

ไม่ทราบที่มาของภาพ
เรียบเรียง: Chertisha Monhai
หมายเหตุ: หากมีการระบุที่มาของภาพต่างๆ ผิดไปต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
