ความรักและความผูกพันในมนุษย์เป็นกลไกทางชีววิทยาที่ถูกคัดสรรมาเพื่อแก้ปัญหาทางวิวัฒนาการที่เกือบทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์สูญสิ้น หากปราศจากสิ่งที่เรียกว่า “ความผูกพัน” มนุษย์จะไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์มาได้จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากข้อจำกัดทางสรีระที่ซับซ้อนดังนี้
ความจริงแล้วมนุษย์ทุกคนคลอดก่อนกำหนด (แม้ครบ 9 เดือนในครรภ์)
ในทางชีววิทยา ทารกมนุษย์ถูกนิยามว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ “คลอดก่อนกำหนดทางสังคม” (Socially Altricial) หากเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นที่มีขนาดสมองใกล้เคียงกัน ทารกมนุษย์ควรจะต้องใช้ระยะเวลาในการตั้งครรภ์นานถึง 18 – 21 เดือน เพื่อให้สมองพัฒนาจนถึงระดับที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เบื้องต้น เช่น การเดินหรือการหาอาหาร อย่างไรก็ตาม มนุษย์เผชิญกับ วิกฤตการณ์ทางสูติศาสตร์ (Obstetrical Dilemma) ซึ่งเป็นผลจากการวิวัฒนาการเดินสองขา (Bipedalism) ที่บีบให้กระดูกเชิงกรานแคบลงเพื่อประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ ในขณะที่ขนาดสมองของมนุษย์กลับขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว หากทารกอยู่ในครรภ์นานเกิน 9 เดือน กะโหลกศีรษะจะใหญ่เกินกว่าจะผ่านช่องคลอดได้ ธรรมชาติจึงบังคับให้ทารกต้องคลอดออกมาทั้งที่ร่างกายยังพัฒนาไม่สมบูรณ์
ขีดจำกัดทางพลังงานของมารดา (The Metabolic Ceiling)
งานวิจัยทางมานุษยวิทยาในระยะหลังระบุว่า นอกเหนือจากขนาดกะโหลก พลังงานของมารดายังเป็นปัจจัยชี้ขาด มนุษย์มีขีดจำกัดทางเมตาบอลิซึม (The EGP Hypothesis) เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 9 ร่างกายของแม่จะไม่สามารถเผาผลาญพลังงานเพื่อส่งต่อไปยังทารกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วได้เพียงพออีกต่อไป การคลอดจึงเป็นทางออกเดียวเพื่อรักษาชีวิตของทั้งมารดาและบุตร
จากสัญชาตญาณสืบพันธุ์สู่ความผูกพัน (Pair-Bonding)
การที่ทารกมนุษย์คลอดออกมาในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ (Secondary Altriciality) เป็นระยะเวลานานหลายปี ส่งผลให้มารดาต้องทุ่มเททรัพยากรและเวลาทั้งหมดไปกับการดูแลลูกเพียงลำพัง ซึ่งในสภาพแวดล้อมป่าบรรพกาลที่มีสัตว์นักล่าและการขาดแคลนอาหาร ภาระนี้ถือเป็นความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ วิวัฒนาการจึงสร้าง “พันธะคู่” (Pair-Bonding) ขึ้นมาเป็นกลไกทางจิตวิทยาและชีวภาพ เพื่อบังคับให้เพศชายและเพศหญิงเกิดความผูกพันในระยะยาว
โดยสมองจะหลั่งสาร ออกซิโทซิน (Oxytocin) เพื่อสร้างความไว้วางใจ และ โดพามีน (Dopamine) เพื่อสร้างความพึงพอใจในการอยู่ร่วมกัน รวมถึงฝ่ายชายต้องเปลี่ยนบทบาทจากการกระจายเชื้อพันธุ์ (เปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ เพียงเพราะสัญชาตญาณการแพร่พันธุ์) ไปสู่การเป็นผู้จัดหาทรัพยากรและคุ้มครองความปลอดภัย (Provisioning Model) เพื่อให้มั่นใจว่าบุตรที่มีพันธุกรรมของตนจะรอดชีวิตจนเติบใหญ่
ครอบครัวคือหน่วยย่อยที่แข็งแกร่งที่สุด
ความผูกพันนี้เองที่พัฒนาไปสู่โครงสร้างครอบครัวและระบบเครือญาติ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงไม่กี่ชนิดบนโลกที่สมาชิกในกลุ่มที่ไม่ได้เป็นแม่ (เช่น พ่อ หรือ ยาย) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูทารก (Cooperative Breeding) สติปัญญาที่พัฒนาควบคู่ไปกับความผูกพันทำให้นิยามของความรักเปลี่ยนจากการสืบพันธุ์ตามสัญชาตญาณ กลายเป็นรากฐานทางสังคมที่ซับซ้อน
เรียบเรียง: Chertisha Monhai
ที่มา: Washburn, S. L. (1960) “The Analysis of Primate Evolution with Particular Reference to the Origin of Man”, Rosenberg, K. R., & Trevathan, W. R. (2002) “Birth, obstetrics and human evolution”, Dunsworth, H. M., et al. (2012) “Metabolic hypothesis for human altriciality”, Lovejoy, C. O. (1981) “The Origin of Man”, Hrdy, S. B. (2009) จากหนังสือชื่อดังเรื่อง “Mothers and Others: The Evolutionary Origins of Mutual Understanding”
