‘ศาสนา’ เกิดจากอะไรหากมองในมุมมองของมานุษยวิทยา
การวิเคราะห์อัตลักษณ์และต้นกำเนิดของศาสนาในเชิงมานุษยวิทยานั้นสามารถพิจารณาได้จากหลายมิติ โดยเฉพาะสมมติฐานที่ว่าศาสนาอาจเริ่มต้นจากการเป็นเครื่องมือในการแสวงหาคำตอบให้แก่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกินขีดความสามารถในการทำความเข้าใจของมนุษย์ในยุคบรรพกาล เมื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายกลไกของจักรวาลได้อย่างเป็นรูปธรรม มนุษย์จึงจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างทางความคิดหรือสมมติฐานชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างแห่งความไม่รู้นั้น โดยการกำหนดให้มีอำนาจเหนือธรรมชาติหรือ “พระเจ้า” เป็นผู้ควบคุมกลไกทั้งหมด สิ่งนี้เองเป็นรากฐานของกระบวนทัศน์ที่ถูกปลูกฝังต่อกันมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง ซึ่งแม้แต่ในยุคปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าจนสามารถพิสูจน์ที่มาของสรรพสิ่งได้ในระดับหนึ่ง แต่โครงสร้างความเชื่อเดิมที่ฝังรากลึกมานับพันปีก็ยังคงมีอิทธิพลต่อระบบการคิดของมนุษย์อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ในอีกแง่มุมหนึ่งหากพิจารณาศาสนาในฐานะกลไกทางสังคม การอุบัติขึ้นของศาสนาและพระเจ้าอาจเปรียบได้กับการสถาปนากฎหมายฉบับแรกของมวลมนุษยชาติที่ใช้ “ความเชื่อ” และ “ความกลัว” เป็นเครื่องมือในการควบคุมพฤติกรรมของผู้คนในสังคมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเกินกว่าที่ผู้นำจะสอดส่องได้ทั่วถึง การสร้างนิยามของสภาวะหลังความตายหรือการลงพระอาญาจากเบื้องบนจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมในยุคที่รัฐยังไม่มีระบบยุติธรรมที่ชัดเจน ศาสนาในบริบทนี้จึงทำหน้าที่เป็นบรรทัดฐานทางจริยธรรมที่ผูกโยงเข้ากับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ทำให้มนุษย์เกิดความยับยั้งชั่งใจต่อการกระทำผิดศีลธรรมโดยไม่ต้องอาศัยกำลังบังคับในเชิงกายภาพเพียงอย่างเดียว
สำหรับในแง่ของตัวบุคคลผู้ประกาศตนเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณนั้น ผู้เขียนตั้งสมมติฐานโดยให้ความเคารพแก่เหล่าศาสดาในฐานะ “มนุษย์” ผู้เคยมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ โดยมองว่าพวกเขาคือปัญญาชนที่มีความปรารถนาดีในการทิ้งแนวทางปฏิบัติหรือคำสอนที่เป็นประโยชน์ไว้ให้แก่มวลมนุษย์ มากกว่าที่จะมองในฐานะเทพเจ้าผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ การเคารพในฐานะคนคนหนึ่งที่เคยร่วมอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงเดียวกันนี้ คือการยอมรับในศักยภาพของมนุษย์ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในระดับมหภาคได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้มุมมองเชิงวิพากษ์และวิทยาศาตร์เพียงใด ผู้เขียนเองก็ยังคงยอมรับในสัญชาตญาณและการเอาตัวรอดของมนุษย์ ที่มักจะโหยหาที่พึ่งทางจิตใจในสภาวะที่เผชิญกับความเปราะบาง การขอพรหรือการพึ่งพาพระเจ้าในมิตินี้จึงไม่ใช่เรื่องของความงมงาย แต่เป็นกลไกทางจิตวิทยาที่มนุษย์ใช้เพื่อสร้างความมั่นคงภายในใจ ซึ่งผู้เขียนเองก็ยังคงดำเนินชีวิตอยู่บนความเข้าใจในกลไกนี้เฉกเช่นเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ
ในความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ ผู้เขียนมองว่าเราไม่สามารถนำมุมมองใดมุมมองหนึ่งมาตัดสินความหมายของชีวิตเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ เพราะหากเราเลือกดำเนินชีวิตโดยอิงแอบอยู่กับมุมมองทางวิทยาศาสตร์เพียงร้อยเปอร์เซ็นต์ ในยามที่เราต้องเผชิญกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก วิทยาศาสตร์จะบอกเพียงความจริงอันเย็นชาว่าร่างกายของเขาได้หยุดทำงานลงแล้ว และเราจะไม่มีวันได้พบกับเขาอีกในมิติของสสาร ซึ่งความจริงแท้ในเชิงประจักษ์นี้อาจนำมาซึ่งความทุกข์ใจอย่างมหาศาลจนยากจะก้าวข้ามได้ แต่หากเราเลือกใช้ศาสนาเข้ามาควบคู่ในสัดส่วนที่พอดี ความเชื่อที่ว่าดวงวิญญาณของเขาได้ไปสถิตอยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้าหรือในภพภูมิที่เปี่ยมด้วยความสุข จะกลายเป็นโอสถทางจิตวิญญาณที่ประคองความรู้สึกให้เรายังคงมีความหวังและสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ การใช้ศาสนาควบคู่ไปกับวิทยาศาสตร์จึงเป็นกลไกการเอาตัวรอดที่ชาญฉลาดของมนุษย์ในการประคองใจให้ผ่านพ้นความวิกฤตของความรู้สึก
สำหรับการปรากฏตัวของบุคคลเหล่านี้ในหน้าประวัติศาสตร์ หากวิเคราะห์ด้วยมุมมองทางรัฐศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์จะพบว่าการที่บุคคลเหล่านี้มักเผชิญกับการถูกต่อต้านหรือการถูกประหารชีวิตโดยอำนาจรัฐในยุคนั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความขัดแย้งทางความเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐ เนื่องจากการประกาศตนว่ามีอำนาจเหนือกว่าหรือได้รับมอบอำนาจโดยตรงจากพระเจ้าย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความชอบธรรมของผู้นำสูงสุดหรือกษัตริย์ในขณะนั้น ความคิดที่แปลกแยกและทรงพลังของบุคคลเหล่านี้จึงมักถูกตีความว่าเป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างการปกครอง หรือถูกมองว่าเป็นภาวะความผิดปกติทางจิตที่อาจชักจูงให้เกิดความสั่นคลอนในหมู่ประชาชน การลงโทษอย่างรุนแรงจึงเป็นกลไกของรัฐในการตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อรักษาเสถียรภาพของอำนาจทางการเมืองเอาไว้
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวตนของสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “เทพเจ้า” ยังคงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งสมมติฐานที่ไม่สิ้นสุด เนื่องจากข้อจำกัดทางประสาทสัมผัสและการรับรู้ของมนุษย์ทำให้เราไม่สามารถสรุปได้ว่าวิทยาศาสตร์คือคำตอบสุดท้ายของจักรวาลหรือไม่ เป็นไปได้ว่าสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์หรือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆ อาจไม่ใช่เรื่องจินตนาการทั้งหมด แต่อาจเป็นการเผชิญหน้ากับเทคโนโลยีหรือสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลกที่มีขีดความสามารถในการควบคุมพลังงานและสสารในรูปแบบที่มนุษย์ยุคนั้นไม่อาจเข้าใจได้ การปรากฏของแสงสีหรืออำนาจในการสร้างสิ่งต่างๆ ที่ดูเหมือนปาฏิหาริย์อาจเป็นเพียงวิทยาการที่ก้าวล้ำไปกว่าความเข้าใจของมนุษย์หลายล้านปี ดังนั้นเส้นแบ่งระหว่างศาสนา วิทยาศาสตร์ และความเป็นไปได้ในเชิงดาราศาสตร์จึงมีความคาบเกี่ยวกันอย่างมีนัยสำคัญ และยังคงเป็นหัวข้อที่รอคอยการพิสูจน์ด้วยหลักฐานที่ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เรียบเรียง: Chertisha Monhai
